วันอังคาร, มีนาคม 22, 2559

"คายเจียงเซ่งอ๋อง" ศูนย์รวมจิตใจของตระกูลแซ่ตั๋นในตะกั่วป่า (ตอนที่1)

ในยุคทองของเมืองตะกั่วป่า มีชาวจีนอพยพเข้ามาทำมาหากินลงหลักปักฐานเป็นจำนวนมาก มีหลากหลายกลุ่ม หลากหลายแซ่ ทั้งชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวจีนไหหลำ ชาวจีนกวางตุ้งฯ โดยมีชาวจีนฮกเกี้ยนเป็นส่วนใหญ่ 

ทั้งนี้การเดินทางจากแผ่นดินแม่ในสมัยนั้น ต้องผจญกับความยากลำบาก มีเพียงแรงใจและแรงกายที่มุ่งมั่นหมายที่จะฝ่าฟันอุปสรรคนานานับประการเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีความมั่นคงและมั่งคั่งกว่าเดิมการพลัดถิ่นเข้ามาอยู่ในดินแดนใหม่จึงจำต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือพวกพ้องเดียวกัน จึงได้มีการจัดตั้งสมาคม(โฮ้ยก้วน)ขึ้นมาในตะกั่วป่า นอกจากเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องแล้วยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของเหล่าสมาชิกในสมาคมนั้นๆด้วย โฮ้ยก้วนต่างๆจึงที่ประดิษฐานองค์เทพเจ้าที่ตนนับถือด้วย อาทิ กึงตั้งโหยก้วน ของชาวกวางตุ้ง ประดิษฐานองค์ท่ามกุงหย่า หรือเค่งจิ้วฮ่วยก๊วน ของชาวไหหลำ ประดิษฐานองค์ตุ้ยบ้วยเต๋งเหนี่ยว เป็นต้น 



นอกจากการรวมตัวกันในรูปแบบสมาคมหรือโฮ้ยก้วนแล้ว ยังมีการรวมกลุ่มกันเฉพาะแซ่อีกด้วย ในที่นี้จะกล่าวถึง "เอ่งฉ้วนต๋อง" ของคนแซ่ตั๋น ซึ่งมีจำนวนมากในตะกั่วป่ารวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ได้กรุณาเล่าไว้ว่า ในสมัยที่ยังไม่มีการตัดถนนเส้นถนนกลั่นแก้วลงมาบรรจบกับถนนศรีตะกั่วป่า กงสีของคนแซ่ตั๋นจะตั้งอยู่ที่บริเวณนั้น ซึ่งหมายถึงบริเวณที่เรียกว่า "ปากกรอก(ปากตรอก)" ในปัจจุบันนั่นเอง และเมื่อมีการตัดถนนได้ย้ายมาอยู่ที่ถนนศรีตะกั่วป่าบริเวณใกล้ๆกับร้านรวมสินในปัจจุบัน ก่อนที่จะได้ปิดตัวลงไป
ท่านตั๋นเซ่งอ๋อง หรือตั๋นหงวนก๊อง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในตระกูลแซ่ จึงมีการจัดงานพบปะสังสรรค์กันโดยถือเอาวันรำลึกถึงองค์ท่านเป็นมงคลวาระ(15ค่ำ เดือน2 ของจีน)ในการพบปะกัน

ท่านตั๋นเซ่งอ๋อง หรือตั๋นหงวนก๊อง ในอดีตท่านได้สร้างคุณงามความดีไว้มากมาย อนุชนครรุ่นหลังล้วนสำนึกถึงความดีของท่าน ดังที่ปรากฎว่ามีการสร้างอนุสาวรีย์ สร้างศาลเจ้าต่างๆ รวมถึงการนำชื่อของท่านมาเป็นชื่อถนน ทั้งในแผ่นดินจีนและไต้หวัน สำหรับลูกหลานจีนโพ้นทะเลล้วนนับถือท่านเป็นเทพเจ้าประจำตระกูลแซ่อีกด้วย 
นอกจากคุณงามความดีที่ได้มีการจดบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและความสามารถของท่านแล้ว ยังมีการนำเรื่องราวของท่านมาสร้างเป็นละครชุด เรื่อง "根在中原"
ซึ่งคุณMamiya ได้กรุณาบันทึกไว้เป็นเรื่องย่อ สามารถติดตามได้ที่
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=mamiya&month=28-10-2008&group=1&gblog=41
จึงของแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้


"ถึงแม้ผู้รวบรวมบทความนี้จะเป็นลูกหลานจีนที่ใช้แซ่หลิม แต่ส่วนหนึ่งทางฝ่ายมารดาเป็นคนแซ่ตั๋น มีบรรพชนเป็นชาวเมืองเจียงจิว มณฑลฮกเกี้ยน จึงร่วมสำนึกในคุณงามความดีของท่านตั๋นเส่งอ๋อง การรวบรวมบทความนี้จึงบันทึกไว้เพื่อเป็นการเผยแพร่คุณงามความดีของท่านสืบไป "
#บรรพชนสร้างสรรค์ ลูกหลานสืบสาน


วันศุกร์, มีนาคม 18, 2559

ไซเหอ(西河) เต่งโหของคนแซ่หลิม(林)

แซ่หลิม(林) ใช้ ไซเหอ(西河) เพื่อบ่งบอกถึงที่มาของบรรพชนที่สืบเนื่องกันมากว่าสามพันหกร้อยปี
หลิม(林หมายถึงป่า) 

สำหรับงานชิ้นนี้เป็นภาพอักษรจีนคำว่า 
ไซเหอ(西河) โดยใช้วืธีการตัดฉลุลาย ออกแบบโดยใช้ลวดลายมงคลพฤกษาสามชนิดเป็นองค์ประกอบ คือ松 สน อันเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืน竹 ไผ่ อันเป็นพญาแห่งมวลพฤกษา บ้างว่าเปรียบเสมือนชายชาตรี梅 ดอกเหมย อันมีความหอมเป็นเลิศ บ้างว่าเปรียบเสมือนอิสตรีพืชพรรณทั้งสามล้วนสามารถเจริญเติบโตและยืนหยัดได้เป็นอย่างดีแม้ในช่วงฤดุหนาว เมื่อนำทั้งสามมาอยู่ในภาพเดียวกัน เรียกว่า "歲寒三友-岁寒三友(สามสหายแห่งฤดูหนาว)" โดยมีนัยยะที่ว่า 
"จิตใจอันเข้มแข็งทะนงและองอาจ กล้าที่จะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ แม้ในช่วงเวลาอันแปรปรวน"
หรือนัยยะที่ว่า "ความรักความสามัคคีและน้ำมิตรไมตรี มิตรภาพที่ไม่เคยทอดทิ้งกันและกัน" โดยเปรียบเทียบเอกลักษณ์ของไผ่ สน เหมย ที่ยืนหยัดเคียงข้างกันต่อสู้กับลมหนาวจวบจนถึงวันแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ
ประหนึ่งว่า แซ่หลิมที่ยังคงสืบสานกันต่อไป

"นมัสการ "พ่อท่านแหวง" ร่วมแรงสืบสานศาสนา"

"ปฎิวาสกรรม"
"นมัสการ "พ่อท่านแหวง"  ร่วมแรงสืบสานศาสนา"
งานปฏิบัติธรรมอยู่ปริวาสกรรมของพระภิกษุ
11-20 มีนาคม 2559



"บางหมวน" บางที่น้ำไม่ใส

ห่างหายไปนานกับ Blogger
กลับมาพร้อมกับเรื่องชื่อบ้านนามเมือง 
กรณีตัวอย่างจาก.."เหม็ดนางชี" หรือ "เสม็ดนางชี
จะเป็น "เหม็ด(ภาษาถิ่น)" หรือ "เสม็ด(สะเหม็ด)" ก็แล้วแต่วิจารณญาณ 
สำหรับชื่อบ้านนามเมืองนั้น เมื่อถึงยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมักมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ด้วยเหตุและผลนานาประการ จึงขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งกับคำว่า

"หมวน" ในภาษาถิ่นใต้ หมายถึงตะกอนของน้ำ น้ำที่ไม่ใสมีตะกอนเรียก "น้ำหมวน" 





เมื่อเป็นชื่อบ้านนามสถานที่ จึงใช้ว่า "บางหมวน"

"บางหมวน"สถานที่นี้มีการทำเหมืองแร่เยอะ น้ำในบริเวณนั้นจึงเป็นตะกอนนำ้ไม่ใส จึงเรียก "บางหมวน" ถัดไปเป็นพื้นที่ป่ามีความอุดมสมบรูณ์ ห้วยหนองคลองบึงมีน้ำใส จึงเรียกว่า "ห้วยแก้ว"

ต่อมา "บางหมวน" ได้ "ม" ขึ้นมา กลายเป็น "บางมรวน(บาง-มะ -รวน)"
แต่ "บางหมวน" ก็ยังเป็นคำที่คนท้องถิ่นเรียกขานอยู่


ทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าจากคนรุ่นก่อน ที่นำมาเล่าขานตำนานบ้านเมืองกัน เพื่อให้รู้จักและรักษาภาษาถิ่นอันเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเอง



ภาพถ่ายบริเวณหน้าวัด,โรงเรียนบางมรวน เมื่อปี พ.ศ.2506

ปล.ภาพถ่ายบริเวณหน้าวัด,โรงเรียนบางมรวน เมื่อปี พ.ศ.2559

วันศุกร์, กันยายน 21, 2555

บาบ๋า "เครื่องถนิมพิมพาภรณ์"



เครื่องประดับ เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ รสนิยมของผู้ที่สวมใส่ และยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจในยุคนั้นๆอีกด้วย เช่นเดียวกับเครื่องประดับของชาวบาบ๋า ที่มีความงามทั้งแง่ศิลปะ ความประณีตที่ทำให้เห็นถึงฝีมือทางเชิงช่าง อีกทั้งวัสดุที่นำมาใช้ล้วนเป็นทองคำ เงิน นาก มาประดับด้วยอัญมณีมีค่าต่างๆ อันสะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของคนในยุคนั้น
เครื่องประดับของคนบาบ๋าที่ใช้สวมใส่มีมากมายหลากหลาย ทั้งที่เป็นเครื่องประดับสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แหวน ปิ่นปักผม เข็มขัด  เป็นต้น และเครื่องประดับที่ใช้ในวาระโอกาสสำคัญๆต่างๆที่มักมีความวิจิตรตระการตามากยิ่งขึ้นตัวอย่างที่เห็นจากภาพต่อไปนี้ เป็นภาพส่วนหนึ่งของขบวนแห่สินสอดทองหมั้น ที่บาบ๋าปีนังจัดแสดงในงาน 24 th BABA-NYONYA CONVENTION 2011, PENANG(25-27 NOV 2011) เครื่องประดับที่นำมาเป็นสินสอดประกอบด้วย 

๑. “หมั้ยตีน” หรือกำไลข้อเท้า มีลักษณะเป็นวงกลม มีส่วนเว้าระหว่างรอยต่อเพื่อความสะดวกในการสวมใส่ หรือทำเป็นวงกลมที่มีสกรูเพื่อช่วยขยายขอบกำไล บ้างใส่กระพรวนไว้เมื่อเดินจะเกิดเสียงดัง หมั้ยตีนนิยมใส่กับชุดครุยยาวเนื่องในโอกาสพิเศษหรือพิธีการที่สำคัญ

๒.“เข็มเหน็บมวย” หรือปิ่นปักผม สตรีบาบ๋าในอดีตมักไว้ผมยาว จึงนิยมเกล้าผมเป็นมวย มีการเกล้ามวยผมเป็นสองแบบ แบบแรกเป็นการรวบผมตึงเกล้ามวยประมาณท้ายทอยเป็นการเกล้ามวยแบบมวยต่ำ ใช้เข็มเหน็บมวยเพียงอันเดียวหรือสองอัน
แบบต่อมา เป็นการเกล้ามวยสูงหรือที่เรียกว่า “ชักอีโบย” แบบนี้จะใช้เมื่อสวมชุดครุย รอบมวยผมจะตกแต่งด้วยพวงมาลัยดอกไม้ ใช้เข็มเหน็บมวย ๓, ๕ หรือ 7 อัน หรือการเกล้ามวยสูงสำหรับชุดแต่งงานส่วนมวยผมจะประดับด้วยฮั๋วก๋วน ติดดอกไม้ไหว ปักด้วยเข็มเหน็บมวยรอบด้าน  เข็มเหน็บมวยหรือปิ่นปักผมจึงมีความสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตประจำวัน 

๓. “โกรสัง เข็มกลัดติดเสื้อ ด้วยเสื้อของชาวบาบ๋าไม่นิยมติดกระดุมแต่จะใช้เข็มกลัดแทน เข็มกลัดหรือโกรสังเป็นเครื่องประดับสามชิ้น มีตัวใหญ่อยู่ด้านบน นิยมเรียก “ตัวแม่(mother piece, kerongsang ibu)” ด้านล่างเรียกว่า “ตัวลูก(child piece, kerongsang anak)” หรือที่เรียกว่า “a set of mother and child
การออกแบบโกรสังที่ใช้กลัดแทนกระดุม สำหรับชุดเสิ้อครุย มักมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจเป็นตัวแม่ ส่วนตัวลูกจะทำเป็นวงกลมมีขนาดย่อมกว่าตัวแม่ มีการตกแต่งเป็นลวดลายต่างๆ 
โกรสังอีกแบบหนึ่งจะเป็นชุดเข็มกลัด ๓ ชิ้นมีโซ่เล็กๆเกี่ยวเนื่องกันเป็นชุดๆ โกรสังส่วนใหญ่มักทำจากทองคำ เงิน นาก ประดับด้วยเพชรซีก หรือเพชรลูก 

๔. “อ่องโบ้ ” ต่างหู (ตุ้มหู)

 ๕.“หลั่นเต่ป๋าย” เป็นสร้อยคอ ที่นิยมทำเป็นแผงรูปวงรี ให้โค้งตามลำคอ นิยมทำด้วยทองคำ ประดับเพชร หรืออัญมณีอื่นๆ

๖.ปิ่นตั้งเป็นจี้สำหรับห้อยคอ หรือใช้กลัดติดเสื้อ มักออกแบบเป็นลายดอกไม้ กลีบหรือเกสรประดับเพชร อีกแบบหนึ่ง ออกแบบรูปทรงเป็นทรงนูนคล้ายหลังเต่าประดับด้วยเพชรหรืออัญมณีอื่นๆ ทำเป็นลายดวงอาทิตย์ ลายดอกไม้ ฯ

๗. “กำไลข้อมือ” นิยมทำจากทอง เงิน หรือนาก ประดับเพชรหรืออัญมณีมีค่าอื่นๆ ออกแบบลวดลายเป็นนก ดอกไม้ หรือลายเครือเถา

กิมตู้น จี้ห้อยคอ มักนำเหรียญทอง (เหรียญที่ชาวอังกฤษนำเข้ามาใช้ในยุคล่าอาณานิคม) ส่วนใหญ่เป็นเหรียญสมัยปลายคริสตวรรษที่๑๘ ถึงต้นคริสตวรรษที่ ๑๙  ที่นิยมนำมาตกแต่งล้อมรอบเหรียญ เป็นลายเครือเถา ลายสัตว์ต่างๆ ส่วนเหรียญที่รุ่นก่อนปลายคริสตวรรณที่ ๑๘ นั้น นิยมเก็บเป็นของสะสมไว้ให้เป็นสมบัติแก่บุตรหลานจะเรียกว่า “เหรียญแหม่มทูนหัว แบบหนึ่ง
อีกแบบมีขนาดเล็กกว่าแบบแรกใช้ทองคำ เงิน หรือนาก มาทำเป็นกระดุม โดยมีห่วงเล็กๆอยู่ด้านหลัง แบบนี้ใช้สำหรับติดเสื้อคอตั้งแขนจีบ การใช้เหรียญทองคำซึ่งในสมัยนั้นนับเป็นของมีค่าที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้มาทำเป็นเครื่องประดับนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งของผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี


 "อ่องโบ้" หรือต่างหู (หรือที่ชาวตะกั่วป่าเรียกว่า ตุ้มหู) มีหลากหลายลักษณะ คือ
๑."ตุ้มหูหางหงส์" เป็นตุ้มหูติดแนบกับใบหู ๒."ตุ้มหูดอกพิกุล" เป็นตุุ้มหูแบบติดแนบกับใบหูอีกแบบหนึ่ง ออกแบบเป็นลายดอกพิกุล  ๓."ตุ้งติ้ง"เป็นตุ้มหูที่ห้อยระย้า


“แหวน” "อ่องโบ้" หรือต่างหู (หรือที่ชาวตะกั่วป่าเรียกว่า ตุ้มหู) มีหลากหลายลักษณะ คือ เครื่องประดับที่สวมใส่ติดตัวในชีวิตประจำวัน สำหรับคนบาบ๋านิยมทำแหวนเป็นลายดอกไม้ เรียกว่า “แหวนหัวดอกพิกุล” ใช้เพชรลูกเป็นหัวแหวน รายรอบด้วยเพชรซีก บ้างทำหัวแหวนเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เรียกว่า “แหวนบาแยะ”
เครื่องประดับของบาบ๋า ยังมีการออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ได้อีกด้วย เช่น ต่างหูแบบแนบกับใบหู สามารถนำมาต่อได้เป็นต่างหูแบบระย้า หรือจะนำมาทำเป็นหัวแหวนได้อีกด้วย

ทั้งนี้บทความนี้เป็นเพียงการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น จำต้องขอความคิดเห็นอันเป็นสาระจากท่านทั้งหลาย เพื่อให้มีความสมบูรณ์และสามารถใช้อ้างอิงได้ต่อไปในอนาคต

วันพุธ, กรกฎาคม 11, 2555

ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี


ภาพลายพระหัตถ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
 ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่ทรงเสด็จเยือน Graduate University of Chinese Academy of Sciences เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548
ลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ ภาษาจีนและภาษาไทย พระราชทานให้ไว้ในวันเปิดพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่๑(ฝาง)
 ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แปลว่า "มีความรู้กว้างขวาง"
ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่อยู่ในห้องรับรองของเต้าอวิ้นโหลว

 ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี


ถ่ายภาพลายพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 01, 2555

ตะกั่วป่า-ซากเรือโบราณ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2550 ชาวบ้านบ้านน้ำเค็มได้งมพบซากเรือและอุปกรณ์ต่างๆขึ้นมาจากทะเล บริเวณแหลมปะการัง ห่างจากชายฝั่งประมาณหนึ่งกิโลเมตร (ต่อมาเขามาเรียกว่า “แหล่งเรือจมบ้านบางสัก” <บางสัก ตำบลบางม่วง กับ แหลมปะการัง ตำบลคึกคัก ครับ??>)

ข้าพเจ้าเห็นเป็นโอกาสดีที่จะสามารถเข้าถึงสิ่ง ต่างๆได้ (ก่อนที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะนำไปศึกษา และจะหายไปจากท้องถิ่น ) จึงได้เก็บภาพมาฝากไว้...

วัตถุที่พบ ประกอบด้วย ปืนโบราณจำนวนทั้งสิ้น 5 กระบอกแต่ละกระบอกมีขนาดความยาว 1.4 เมตร โดย 3 กระบอก ปะการังและหอยชนิดต่างๆเชื่อมให้อยู่ติดกัน ส่วนอีก 2 กระบอก แยกจากกันแต่ก็มีปะการังและหอยจับโดยรอบอย่างแน่นหนา นอกจากนี้ มีชิ้นส่วนของชามโบราณและวัตถุโบราณอีก 2 - 3 ชิ้น

ต่อมาได้มีการศึกษา เพิ่มเติมนำโดยคุณเอิบเปรม วัชรางกูร นักโบราณคดี 8 ว. หัวหน้ากลุ่มโบราณคดีใต้น้ำ เข้าสำรวจแหล่งเรือจมบ้านบางสักได้ให้ข้อมูลว่าเรือตังกล่าวเป็นเรือสำเภา ไม้มีความยาว 13.50 เมตร กว้าง 5 เมตร ซากที่พบเหลือประมาณ 60% ของตัวเรือทั้งหมด จากร่องรอยกราบเรือบ่งชี้ว่าความยาวเต็มลำเรืออาจถึง 20 เมตร ซึ่งตามรูปแบบการต่อแล้ว เรือลำนี้ต่อขึ้นด้วยฝีมือของช่างทางแถบยุโรป บอกได้ว่าเป็นเรือสินค้าของชาวฝรั่ง

การค้นพบครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของการค้นพบเรือสำเภาโบราณที่มีลักษณะการต่อเรือแบบยุโรป ในฝั่งทะเลอันดามัน...

สำหรับผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.siamscubadiving.com/board/view.php?tid=2668
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2008/01/E6234826/E6234826.html